Facebook Personal belongings - ของใช้ส่วนตัวเหล่านี้ ใช้กี่วันถึงจะซักดีนะ ?

ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 การรักษาความสะอาดจึงเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกคนมาก ๆ นอกจากการสวมหน้ากากอนามัย ล้างมือด้วยน้ำสบู่ แต่ ! แล้วของใช้ส่วนตัวที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ใช้กี่ครั้งจึงจะนำไปซักดีนะ ?

1. ผ้าเช็ดตัว

ผ้าเช็ดตัวที่ใช้เช็ดตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกายหลังอาบน้ำเสร็จ อาจจะดูไม่สกปรก ไม่เลอะเทอะอะไร แต่จริง ๆ แล้ว ผ้าเช็ดตัวเป็นแหล่งสะสมแบคทีเรียได้ง่ายและการที่ผ้าเช็ดตัวเปียกชื้นทำให้เชื้อโรคบางชนิดเติบโตได้ดี อาจก่อให้เกิดโรคผิวหนังตามมาได้ ฉะนั้นทุกครั้งที่ใช้ผ้าเช็ดตัวเสร็จควรนำไปตากให้แห้งก่อนที่จะใช้ในครั้งต่อไปและใช้เช็ดตัว 3-5 ครั้ง แล้วจึงนำไปซัก

2. ชุดชั้นใน

เนื่องจากประเทศไทยเป็นเมืองร้อน เหงื่อออกได้ง่าย มีความสกปรกและมีแบคทีเรียสะสม เราจึงควรซักชุดชั้นในทุกครั้งหลังสวมใส่ และควรซักด้วยมือ เพื่อป้องกันการเสียทรงและการยืดของชุดชั้นใน

3. ชุดนอน

หลาย ๆ คนอาจจะใส่ชุดนอนซ้ำ อย่างน้อย 2 ครั้ง เพราะคิดว่าไม่สกปรกอะไร แต่จริง ๆ แล้ว ตอนที่เราใส่นอนประมาณ 6-10 ชั่วโมง อาจจะมีเศษผิวหนังเล็ก ๆ ที่หลุดออก สารคัดหลั่งที่ออกมาตอนเราหลับ คราบเหงื่อและความชื้นจากร่างกายออกมาเลอะชุดนอน และอาจก่อให้เกิดการสะสมของแบคทีเรียต่าง ๆ ได้ ดังนั้นควรใส่นอน 2-3 คืน ก็ควรนำซัก แล้วเปลี่ยนชุดใหม่มาใส่แทน

4. ปลอกหมอน

ปลอกหมอนก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องรักษาความสะอาดมากเป็นพิเศษ เพราะปลอกหมอนถือเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสิวได้ และสำหรับบางคนอาจจะล้างหน้าไม่สะอาด ผมของเราอาจจะสกปรก ไม่ได้สระแล้วเราไปนอน ก็จะเลอะปลอกหมอนไปเรื่อย ๆ และบางคนที่นอนคว่ำหน้าหรือนอนตะแคง ก็อาจกลายเป็นนอนสูดเชื้อโรคที่สะสมในปลอกหมอนเข้าไปตลอดทั้งคืน ดังนั้นปลอกหมอนควรซักทุก ๆ 1 สัปดาห์

5. ผ้าปูที่นอน

ผ้าปูที่นอนมักจะเป็นที่อยู่อาศัยของไรฝุ่น เพราะอาหารของไรฝุ่น คือ เศษผิวหนัง รังแค ขี้ไคล และไรฝุ่นจะชอบอยู่ในที่ที่มีความชื่น ดังนั้นไรฝุ่นจึงชอบอยู่บนผ้าปูที่นอน ทั้งนี้ผ้าปูที่นอนก็เป็นแหล่งสะสมเชื่อโรคได้เป็นอย่างดี อาจทำให้เรามีผื่นขึ้นเต็มตัว เพราะผ้าปูที่นอนสกปรก เราจึงควรซักผ้าปูที่นอนทุก ๆ 2 สัปดาห์

เมื่อเรารู้แล้วว่าของสิ่งไหนใช้กี่ครั้ง แล้วจึงควรจะซัก เราก็ควรซักให้สะอาด ตากให้แห้ง ถึงแม้ของบางอย่างจำเป็นต้องซักบ่อย ๆ แต่เราก็ควรซัก เพื่อสุขอนามัยที่ดีของเรานั่นเอง